ข้อมูลบริษัท สาขาที่ตั้ง งานบริการกุญแจ งานบริการนาฬิกา โปรโมชั่น มุมสมาชิก สมัครงาน การรับประกัน สายนาฬิกา ติดต่อเรา ตอบปัญหาเรื่องนาฬิกา กระดานสนทนา

นาฬิกาที่เราเชี่ยวชาญ

 - ซ่อมนาฬิกา Patek Philippe
 - ซ่อมนาฬิกา ROLEX
 - ซ่อมนาฬิกา AUDEMARS
 - ซ่อมนาฬิกา Cartier
 - ซ่อมนาฬิกา BREITLING
 - ซ่อมนาฬิกา PANERAI
 - ซ่อมนาฬิกา Tag Heuer
 - ซ่อมนาฬิกา Omega
 - ซ่อมนาฬิกา LONGINES
 - ซ่อมนาฬิกา MOVADO
 - ซ่อมนาฬิกา RADO
 - ซ่อมนาฬิกา SWISS อื่นๆ
 - ซ่อมนาฬิกา JAPAN อื่นๆ
 - ดูผลงานงานซ่อม
  
Before & After

บริการที่เป็นเลิศของเรา

 - ตรวจเช็คสภาพนาฬิกา
 - เปลี่ยนถ่านนาฬิกา
 - เปลี่ยนสายนาฬิกา
 - ล้างเครื่อง ซ่อม
   เปลี่ยนอะไหล่
 - ทำความสะอาดตัวเรือน
 - ชุบสายนาฬิกา ตัวเรือน
 - ตรวจเช็คความเที่ยงตรง

สาขาที่ตั้ง

- สาขาสำนักงานใหญ่
  ศูนย์ซ่อมนาฬิกาแมกนาโน่
  ถนน รัชดา
-พระราม3
- สาขา  Lotus พระราม4
- สาขา  Big C พระราม4
- สาขา  Big C แจ้งวัฒนะ
- สาขา  Big C อ่อนนุช
- สาขา  Lotus บางประกอก
- สาขา  Big C ลาดพร้าว
- สาขา  THE MALL บางแค
- สาขา  THE MALL บางกระปิ
- สาขา  CENTRAL พระราม3
- สาขา  CENTRAL พระราม2
- สาขา THE MALL ท่าพระ
- สาขา Big C วงศ์สว่าง
- สาขา Big C Extra พระราม 2

  มุมความรู้

 - ประวัตินาฬิกาสวิส
 
- ประวัตินาฬิกา ROLEX
 - ประวัตินาฬิกา TAG HEUER
 


บริการทำกุญแจระบบ immobilizer
บริการทำกุญแจระบบฝังชิพ
IMMOBILIZER

Watch Brand Name Links

Our partners


ยินดีรับบัตรเครดิต กสิกรไทย
VISA MASTER
 

ทุกสาขา























 

 
ประวัติ
ROLEX

    

Rolex ก่อตั้งขึ้นในปี คศ.1908
โดย ฮันส์ วิลส์ดอร์ฟ (Hans Wilsdorf) ชาวเยอรมัน ซึ่งในตอนแรกใช้ชื่อบริษัทว่า วิลส์ดอร์ฟแอนด์เดวิส โดยที่เข้าหุ้นกับน้องเขยซึ่งในขณะนั้น การผลิตนาฬิกาแบบพก (Pocket Watch)
ส่วนใหญ่ผลิตที่สวิสเซอร์แลนด์ยังประสบปัญหา ในการทำให้มีขนาดเล็กแต่เที่ยงตรงและแม่นยำ
เชื่อถือได้เพื่อนำมาใส่ในตัว เรือนนาฬิกาข้อมือ วิลส์ดอร์ฟ เป็นผู้แสวงหาความสมบูรณ์แบบ
ในการพัฒนาเครื่องให้มีขนาดเล็กแต่เที่ยงตรง เพื่อนำมาใช้กับนาฬิกาข้อมือ ที่สามารถสื่อถึงสไตล์ แฟชั่น และรสนิยม ซึ่งในระยะแรกได้ให้ Aegler บริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในสวิสเป็นผู้ผลิตเครื่องให้ ในปี 1910 Rolex ได้ส่งนาฬิกาไปที่ School of Horology และได้รับรางวัลในฐานะนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของโลกที่ได้ Chronometer Rating ความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้นี้เกิดจาก
การปฏิวัติรูปแบบใหม่ทำให้สามารถกัน น้ำและฝุ่นเข้าตัวเรือนได้โดยการคิด
ระบบมะยมแบบเกลียว(Screw Crown) ขึ้น
ซึ่งนาฬิกากันน้ำเรือนแรกนี้ถูกนำมาโฆษณาอย่างชาญฉลาดโดยทำเป็นอะควาเรียม
คือโชว์หน้าร้านโดยมีนาฬิกาอยู่ในโลกใต้ทะเลอันเป็นการแสดงให้เห็นถึง คุณสมบัติการกันน้ำได้อย่างชัดเจน
ซึ่งก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ยังแคลงใจว่านาฬิกาจะกันน้ำได้จริงหรือไม่
นี่เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อเสียงที่ทำให้โรเล็กซ์ดังไปทั่วโลก

 
ปี 1928 Rolex Prince ได้ชื่อว่าเป็นนาฬิกาที่ขายดีที่สุดจากดีไซน์สี่เหลี่ยม 2 หน้าปัด

ปี 1931 Rolex ได้ประดิษฐ์ Rotor รูปครึ่งวงกลมซึ่งหมุนได้อย่างอิสระที่ทำให้เกิดระบบ Perpetualอัตโนมัตขึ้น


   กล่าวกันว่าสิ่งที่ทำให้ Rolex โดดเด่นเหนือนาฬิการะดับสูงอื่น ๆ คือ รูปทรงกลมขนาดใหญ่
ของหน้าปัดและสายที่มีความกว้าง แต่สง่างามมองเห็นได้แต่ไกลซึ่งพิสูจน์ความเป็นอมตะไว้อย่างยาวนาน 
แม้ Rolex จะมีพัฒนาการด้านดีไซน์ตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมา
แต่นั่นเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย Rolex รุ่น Datejust จากปี 1945 ถึงรุ่นปัจจุบัน คุณจะพบว่า
แม้ตัวเครื่องและชิ้นส่วนภายในแทบจะไม่มีชิ้นไหนเหมือนและใช้แทนกันได้เลย
แต่รูปลักษณ์ภายนอกกลับเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คุณค่าเหนือกาลเวลาของโรเล็กซ์กลายเป็น
"การลงทุนที่ชาญฉลาด" สำหรับนักสะสมนาฬิกาหลายคน การประมูลนาฬิกา โรเล็กซ์รุ่นเก่า ๆ
สามารถสร้างความฮือฮาให้เกิดขึ้นได้เสมอ



แม้จะได้ชื่อว่าเป็นนาฬิกาสวิสที่มีชื่อเสียงที่สุดแต่ โรเล็กซ์ก็เป็น "คนนอก"
ของเจนีวาเสมอ
ซึ่งอาจจะเป็นเพราะโรเล็กซ์ก่อตั้งขึ้นที่ลอนดอนในปี 1905 โดยวิลส์ดอร์ฟ
ซึ่งเป็นชาวเยอรมันซึ่งต่อมาได้สัญชาติอังกฤษจากการสมรส  ในสมัยนั้นกระแสชาตินิยม
เป็นตัวกำหนดหลักคิดหลาย ๆ อย่าง แต่สำหรับวิลส์ดอร์ฟผู้มองการณ์ไกล ก่อนใครจะรู้จักคำว่า
"Multinational" วิลส์ดอร์ฟได้จดทะเบียนการค้าเครื่องหมาย Rolex ในปี 1908 ซึ่งเขาคิดว่ามัน
เป็นคำที่ออกเสียงง่ายในหลายภาษาทั่วโลกและสั้นกระชับที่จะ ประทับลงบนหน้าปัดนาฬิกา
กล่าวกันว่า เขาคิดขึ้นได้ในขณะโดยสารรถบัสในลอนดอนโดยได้แรงบันดาลใจจากเสียงการทำ
นาฬิกา  โรงงานของโรเล็กซ์ตั้งอยู่ในลอนดอนจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อภาษีนำเข้าพุ่งสูงขึ้น
ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ทำให้การนำเข้าอะไหล่จากสวิสมีต้นทุนสูงเกินไป
โรเล็กซ์จึงต้องไปตั้งในเมกกะของโลกนาฬิกา -เจนีวา สวิสเซอร์แลนด์

วิลส์ดอร์ฟ ไม่ใช่ผู้ผลิตนาฬิกาข้อมือเรือนแรก แต่เขาต้องการเป็นผู้ประดิษฐ์นาฬิกาที่
เที่ยงตรง(Accurate) และเชื่อถือได้ (Reliable) ให้ได้เป็นเรือนแรกของโลก

ซึ่งในปี 1926 โรเล็กซ์ได้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่วงการด้วยรุ่น Oyster ระบบมะเย็มเกลียว
และซีลยางเป็นการล็อค 2 ชั้นไม่ให้ฝุ่นและความชื้นเข้า โดยเขาตั้งชื่อมันจากการรำลึกถึง
ความยากลำบากในการเปิดหอย Oyster ในงานเลี้ยงคืนหนึ่ง การสร้างกระแสนิยมให้กับนาฬิกาของเขา
วิลส์ดอร์ฟเลือกวิธีได้อย่างชาญฉลาด  เขาได้ให้นักว่ายน้ำที่เตรียมการณ์ว่ายน้ำข้ามช่องแคบอังกฤษ
ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของสาธารณชนในสมัยนั้น โดยสาวอังกฤษนาม Mercedes Gleitze
สวมใส่โรเล็กซ์ พร้อมด้วยช่างภาพตามเก็บภาพอย่างใกล้ชิด  ในที่สุด Gleitze ก็สามารถพิชิต
ช่องแคบอังกฤษลงได้พร้อม ๆ กับนาฬิกาโรเล็กซ์ บนข้อมือซึ่งยังคงทำงานของมันอย่างเที่ยงตรง
ไร้ที่ติวิลส์ดอร์ฟประโคมข่าวหน้าหนึ่งในนสพ.ลอนดอน เดลิเมล์ อย่างครึกโครมว่า
"นาฬิกามหัศจรรย์ ! กันน้ำ กันร้อน กันสะเทือน กันหนาว และกันฝุ่น" 
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวิลส์ดอร์ฟได้สร้างหัวข้อสนทนาขึ้นใหม่
ซึ่งเป็นการรณรงค์โฆษณาที่ประสบความสำเร็จที่สุดมาจนทุกวันนี้

จุดอ่อนบางประการของ Oyster ถ้าจะมีก็คือปุ่มหมุนไขลานตั้งเวลา
ดังที่ทราบกันว่านาฬิการะบบกลไกจะต้องมีการหมุนปุ่มตั้งสม่ำเสมอ และ Oyster
จะกันน้ำกันฝุ่นได้ก็ต่อเมื่อมะยมเกลียวถูกขันให้อยู่ในตำแหน่งปิด การหมุนปุ่มบ่อย ๆ
ทำให้โอกาสที่น้ำและฝุ่นจะเข้ามีเพิ่มมากตามลำดับ ดังนั้นเพื่อลบจุดอ่อนนี้
โรเล็กซ์ได้สร้างรุ่น Perpetual ออกสู่ตลาด กุญแจคือ Rotor เป็นตัวสร้างพลังสำรอง
จากการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่เอง ใช่แล้ว นาฬิการะบบออโตเมติกที่ประสบความสำเร็จ
สูงสุดเรือนแรกของโลกได้เกิดขึ้นแล้ว ในปี 1931  ซึ่งทำให้โรเล็กซ์สร้างอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ขึ้น 
ว่ากันว่า Rolex Oyster Perpetual ได้ทำให้ Rolex เป็น Rolex นั่นเอง


อีกกว่า 70 ปีที่ผ่านมา Oyster ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นของคุณภาพภายใต้สภาพการณ์
ทดสอบแบบสุดขั้วต่าง ๆ เช่น การดำไปใต้ทะเลลึกกับ Jacques Piccard
การขึ้นยอดเขาเอเวอร์เรสกับ เซอร์เอ็ดมุนด์ ฮิลลารี่ การทดสอบในอุณหภูมิขั้วโลก
ในทะเลทรายซาฮาร่า รวมทั้งสภาวะไร้น้ำหนักในอวกาศ  ทั้งเรื่องเล่าเกี่ยวกับอุบัติเหตุเครื่องบินตก
เรือล่ม ตกจากที่สูง โรเล็กซ์ที่ถูกเผลอนำเข้าเตาอบ 500 องศา เข้าเครื่องซักผ้า  เหล่านี้
ไม่เคยทำให้โรเล็กซ์ที่ซ่อมแซมแล้วกลับมาเดินเที่ยงตรงอีกไม่ได้



ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชื่อเสียงของโรเล็กซ์เป็นสัญญลักษณ์ที่มีคุณค่า
นักบินใน Royal Air Force ของอังกฤษปฏิเสธที่สวมใส่ นาฬิกาที่รัฐบาลจัดหาให้
แต่ยอมสละเงินเดือนเกือบทั้งหมดเพื่อที่ขอสวมใส่โรเล็กซ์  ผลตอบแทนเกิดขึ้นเมื่อหลังสงคราม
นักบินอังกฤษที่ถูกจับกุมและยึดนาฬิกาไป ได้รับนาฬิกาเรือนใหม่ชดเชยเมื่อแจ้งไปยังกรุง เจนีวา 
แต่ในขณะเดียวกันทหารอเมริกันที่ยึดนาฬิกาไป กลับบ้านพร้อมกับเครื่องประดับบนข้อมือชิ้นใหม่ 
และนั่นเป็นจุดเริ่มของเรื่องอันยิ่งใหญ่ของโรเล็กซ์ในอเมริกา


ถึงแม้วิลส์ดอร์ฟจะอยู่ในเจนีวากว่า 40 ปี วิลส์ดอร์ฟก็ไม่ได้สัญชาติสวิส
เขาเสียชีวิตในปี 1960 ที่ Briton ชื่อของเขาถูกจารึกในฐานะเป็นเพื่อนที่มีอารมณ์ขัน
รักครอบครัวพอ ๆ กับนาฬิกาเป็นชีวิตจิตใจ  และอีก 2 ปีต่อมา อังเดร ไฮนิเกอร์ทีร่วมงาน
มากับวิลส์ดอร์ฟ 12 ปีก็ก้าวสู่ตำแหน่งเอ็มดีแทน ไฮนิเกอร์ที่ร่วมวิสัยทัศน์กับวิลส์ดอร์ฟ
เต็มไปด้วยพลัง และทัศนคติเชิงบวก ได้พาโรเล็กซ์ผ่านมรสุมแห่งวงการนาฬิกาสวิสในเวลาต่อมา

ช่วงทศวรรษ 1960 ถึง 1970 ตอนต้น กระแสความนิยมนาฬิกาควอตซ์ได้ระบาด
เข้ามาแทนที่นาฬิการะบบกลไก เนื่องจากมีต้นทุนทีต่ำกว่ามากและยังมีเทคโนโลยี
ระบบดิจิตอลที่ทำให้เที่ยง ตรงได้มากกว่า  "ไซโก" ได้ทำให้อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส
เข้าสู่วิกฤต อย่างแท้จริง กว่าครึ่งหนึ่งต้องปิดกิจการลง และ 1 ใน 3 ของผู้ที่เหลืออยู่
ต้องหันมารวมตัวกันเพื่อความอยู่รอดเช่น Omega, Longines,Blanpain, Tissot, Rado
และ Hamilton ต้องรวมตัวกันเป็นคอนซอเตียม  และส่วนใหญ่จะต้องหันมาผลิตนาฬิกา
ระบบควอตซ์กันหมด แต่โรเล็กซ์สร้าง Private Trust ซึ่งบริหารงานโดยคณะกรรมการ
ของตนเองเพื่อไม่ให้เกิดการแทรกแซงจากภายนอก
รวมทั้งยืนหยัดในการผลิตนาฬิการะบบกลไกอย่างมั่นค�อะไรทำให้โรเล็กซ์ยืนหยัดอยู่ได้ ?   คำตอบคือ โรเล็กซ์มีผู้บริหารสูงสุดเพียง 2 คนนั่น
วิลส์ดอร์ฟ และ ไฮนิเกอร์ ผู้ซึ่งมีวิสัยทัศน์ยาวไกลและพลังสร้างสรรอย่างล้นเหลือ
พวกเขาไม่เคยกังวลเรื่อง "ผลประกอบการไตรมาสนี้"  แต่คำถามของพวกเขาจะเป็น
"ในอีก 5 ปีหรือ10 ปีข้างหน้าเราจะทำอะไร"  โรเล็กซ์จึงมีทิศทางและวิถีที่ชัดเจนของตนเองอย่างมั่นคง
โดยไม่ถูกกระแส สังคมภายนอกทำให้เปลี่ยน และโรเล็กซ์ไม่ฉวยประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง
โดยการเปลี่ยนแปลงตนเอง   ในช่วงปี 1970 นั้น โรเล็กซ์ผลิตนาฬิการะบบคว็อตซ์เพียงไม่เกิน 7 เปอร์เซ็นต์
และลดลงเหลือเพียงไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน

ปี 1992 ปาทริค ไฮนีเกอร์ บุตรชายของอังเดร ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแทนบิดาของเขา
แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือทัศนคติเชิงบวกและพลังสร้างสรรอย่างเหลือล้น
ซึ่งทำให้โรเล็กซ์คงความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง

Montres Rolex SA. หรือบริษัทโรเล็กซ์ ยังคงเป็นดินแดนลึกลับและเป็น
คนนอกของเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ ผู้บริหารระดับสูงของโรเล็กซ์แทบจะไม่เคยให้สัมภาษณ์ใด ๆ
กับสื่อมวลชน ปรัชญาของพวกเขาคือ "ให้นาฬิกาพูดด้วยตัวของมันเอง" 
แม้ผู้สวมใส่จะไม่เคยเห็นกลไกภายใน แต่สำหรับโรเล็กซ์ที่เจนีวา ช่างฝีมือในชุดขาว
แบบห้องแล็บออกแบบตามหลักพลศาสตร์กันอย่างขมักเขม้น  ทุกชิ้นส่วนต้องได้มาตรฐาน
ในทุกมิติ มุมตัดจะต้องถูกขัดให้มนจนเป็นประกายเงางาม  สิ่งเหล่านี้แทบจะไม่มีคุณค่าเลย
เพราะลูกค้าไม่สามารถมองเห็นแต่ สำหรับโรเล็กซ์นี่คือมาตรฐานและคุณภาพ



โรเล็กซ์ผลิตเครื่องภายใน (Movement) ด้วยตัวเองซึ่งไม่เหมือนกับแบรนด์ดังอื่น ๆ
ที่อาจใช้ของกันและกันได้  ที่โรเล็กซ์ช่างฝีมือกว่า200 คนรวมทั้งช่างเทคนิคจะต้องช่วย
กันผลิตนาฬิกาแต่ละเรือนตามมาตรฐานเพื่อให้ ได้ตราประทับของโรเล็กซ์ 
" มัน(จำเป็นต้องมีคุณภาพ) มากกว่าที่คนทั่วไปต้องการมาก มันจึงเป็น Mercedes Benz
ของนาฬิกาข้อมือ มันมากกว่าความเป็นวิศวกรรม และมันไม่ใช่เพื่อเงินแต่มันเป็นวิถีของโรเล็กซ์"


ก่อนส่งออกจากเจนีวา โรเล็กซ์ทุกเรือนจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพหลายครั้ง
เช่น หน้าปัด ขอบหน้าปัด ปุ่มกดต่าง ๆ จะถูกตรวจซ้ำ ๆ เพื่อหารอยขีดข่วน
การตรวจระยะห่างและแนวขนานต่าง ๆ ของกลไกและเข็มที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า
การตรวจสอบระบบกันน้ำให้ได้อย่างน้อย 330 ฟุต หรือแม้แต่การปรับช่วงความคลาดเคลื่อน
ของเวลาที่จะมีขึ้น 2 วินาทีในทุก ๆ 100 ปี เหล่านี้คือมาตรฐานก่อนประทับตรา Rolex
ซึ่งทำให้ในแต่ละปี จะผลิตเพียงประมาณ 650,000 เรือนเท่านั้น จำนวนนี้อาจดูเหมือนมาก
แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่านี่ยังน้อยกว่าความต้องการของตลาดมากนัก 
แต่นั่นแหละคือสิ่งที่อังเดร ไฮนีเกอร์กล่าวไว้   
"เราไม่ได้ต้องการที่จะใหญ่ที่สุด  แต่หากเป็นหนึ่งในผู้ที่ "ดีที่สุด" ในอุตสาหกรรม"








สงวนลิขสิทธิ์ 2548 โดย บริษัท แมกนาโน่ เซอร์วิส เน็ตเวอร์ค จำกัด

สำนักงานใหญ่: 2534/180 ถนนราษฎร์อุทิศ 1 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร 10120   โทร. 0-2683-6700