ฮอยเออร์นั้นมีพรสวรรค์ในการผลิตนาฬิกาจับเวลาหรือโครโนกราฟอย่างแท้จริงแม้ว่าในตอนแรกเริ่มโรงงานของเขาเองไม่สามารถผลิตกลไกจับเวลาได้ เขาได้ใช้เครื่องจากผู้ผลิตชื่อดังต่าง ๆ เช่น ฮาห์น แลนเดรอน (Hahn Landeron) เลอมาเนีย (Lemania) รวมทั้ง วัลฌูส์ (Valjoux) มาปรับแต่งและประกอบเข้ากับตัวเรือน
ปี 1966 ได้ร่วมมือกับ ไบรท์ลิ่ง(Breitling) ดูบัวส์-เดปราซ์ (Dubois-Deparz) และแฮมิลตัน-บิวเรน(Hamilton-Buren) พัฒนาเครื่อง Cal.11 โดยแฮมิลตัน-บิวเรนรับหน้าที่พัฒนากลไกออโตเมติกแบบพิเศษ ดูบัวส์ พัฒนาโมดูลระบบกลไกโครโนกราฟ ส่วนฮอยเออร์และไบรท์ลิ่งร่วมกันผลิตและพัฒนาชิ้นส่วนที่เหลือรวมทั้งออกแบบตัวเรือนและหน้าปัด ใช้เวลาประมาณ 3 ปี ทำให้โครโนกราฟรุ่นนี้มีจุดเด่นหลายอย่างที่แตกต่างจากเครื่องที่มีอยู่ในตลาดเวลานั้น เช่นปุ่มกดและเม็ดมะยมจะอยู่คนละฝั่งกัน โดยปุ่มกดจะอยู่ที่ตำแหน่ง 2 และ 4 นาฬิกา ส่วนมะยมจะอยู่ในตำแหน่ง 9 นาฬิกา นอกจากนี้ยังสร้างระบบพลังงานสำรองเป็นแบบ ขึ้นลานอัตโนมัติโดยการให้ลูกเหวี่ยงแบบ ไมโครโรเตอร์(Microrotor) ฝังอยู่ด้านหลังเครื่องฝั่งหน้าปัด เมื่อมองจากด้านหน้าเครื่องจะเห็น เหมือนกับเป็นเครื่องไขลานปกติ และยังมีความหนาที่ลดลงด้วย
Edouard Heuer นั้นทุ่มเทในกับความแม่นยำและเที่ยงตรงด้วยจิตวิญญาณของคนรักกีฬา เมื่อเขาก่อตั้งโรงงานในปี 1860 ความมุ่งมั่นอย่างเดียวของเขาก็คือ ยกระดับการจับเวลาให้อยู่ในระดับสูง จากนั้นเป็นต้นมาฮอยเออร์ก็ได้ชื่อว่า เป็นAvant-garde หรือ นักคิดค้นแห่งศิลปะการจับเวลา ไม่ว่าจะเป็นในด้านเทคโนโลยีหรือวัสดุ รวมทั้งดีไซน์ที่จับใจ
ฮอยเออร์ได้รับสิทธิบัตรมากมายในการประดิษฐ์คิดค้นซึ่งเป็นการยืนยันถึงอัจฉริยภาพของเขา
ฮอยเออร์เป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของการแข่งแชมป์โลกสกี รถสูตร 1 (Formula 1)รวมทั้งกีฬาอื่น ๆ อันนำมาซึ่งแรงบันดาลใจในการพัฒนาเทคโนโลยีการจับเวลาอีกด้วย
ปี 1999 Tag Heuer ได้เข้ารวมกลุ่มกับ LVMH (Louis Vuitton-Mot Hennessy) ซึ่งในกลุ่มนี้มีนาฬิกา Zenith, Ebel Chaumet, Benedom และ Fred รวมอยู่ด้วย ทำให้ปัจจุบัน Tag Heuer เป็นส่วนหนึ่งของผู้ผลิตนาฬิกาที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก















